โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

           โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค สำหรับชาวอังกฤษ ฟุตบอลนั้นเป็นยิ่งกว่าศาสนาของพวกเขา เมื่อได้ลองรักทีมไหนแล้วแฟนบอลคนนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ และถ้าลองได้เกลียดทีมไหนขึ้นมาก็เกลียดกันจนวันตายเช่นกัน MOBET

          หากนึกถึงคู่กัดในวงการลูกหนัง สำหรับบ้านเราไม่มีทีมไหนจะเห็นภาพชัดเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล อีกแล้ว GOFX

          แต่คุณรู้หรือไม่ ว่าครั้งหนึ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ลำบากถึงขีดสุด ทีมแรกที่พร้อมมอบความช่วยเหลือให้อย่างเต็มใจคือทีมคู่อริ อย่างทีมลิเวอร์พูล ทว่ากลับถูกแมนฯ ยูไนเต็ด ปฏิเสธ ทำ

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค

ฟุตบอล กีฬาเพิ่มความเกลียดชัง 

          การเขม่นกันระหว่างสองเมืองนี้ที่ห่างกันเพียง 50 กิโลเมตร เดินทางเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ยุคที่กระแสฟุตบอลบอลมีขึ้นมาถึงขีดสุด ฝั่งเมืองแมนเชสเตอร์ ได้ก่อตั้งทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ ขึ้นมาในปี 1878 (เดิมใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีธ ฟุตบอล คลับ ก่อนเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็นเช่นปัจจุบันในปี 1902) ขณะที่ฝั่งเมืองลิเวอร์พูล ก็สร้างทีมลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ในปี 1892  

          ฟุตบอลเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่า พวกเขามีพรรคพวกที่มีอุดมการณ์ตรงกัน นั่นคือการเชียร์ทีมรักและเกลียดอริอย่างสุดชีวิต นี่คือการส่งต่อความรู้สึกผ่านรุ่นสู่รุ่น ทั้งสองเมืองต้องกลับมาชิงความเป็น 1 อีกด้วย

          หลังจากเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งสองทีมก็ก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของประเทศ โดย ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายสร้างความยิ่งใหญ่ในช่วงแรก “หงส์แดง”กวาดแชมป์ลีกไป 5 สมัยในช่วงยุคปี 1900-1950 ขณะที่ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงแม้จะสร้างสโมสรก่อน แต่เรื่องความสำเร็จยังเป็นรอง พวกเขายังได้แชมป์ลีกแค่ 2 สมัยเท่านั้น 

          จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สาวกเร้ด อาร์มี่ได้เดินบนท้องถนนอย่างสง่างาม เมื่อ Sir Alexander Matthew Busby หรือ “Matt” Busby อดีตนักเตะของ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ได้เข้ามาเป็นกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1945 ทำให้ทีมแมนฯ ยูไนเต็ดกลายเป็นเจ้าแห่งวงการลูกหนังบนเกาะอังกฤษขึ้นมา 

          บัสบี้ เข้ามาสร้างอาณาจักรปีศาจแดงด้วยนักเตะที่ว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยูไนเต็ด ดีเอ็นเอ” หรือ “ยูไนเต็ด เวย์” กล่าวคือนอกจากจะเป็นนักเตะที่เติบโตมาจากอคาเดมีของสโมสรแล้ว ยังต้องใจสู้ มีความรับผิดชอบ และสามารถทุ่มเทพยายามเพื่อทีม จนนักเตะของ ปีศาจแดง ยุคนั้นถูกเรียกว่า “บัสบี้ เบบส์” 

          นักเตะรุ่นนี้ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ในช่วงฤดูกาล 1951-52 จากนั้นประกาศความเป็นอันดับ 1 ของประเทศด้วยการคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันในปี 1955-56 และ 1956-57 

          ณ ช่วงเวลานั้นพวกเขาแมนฯ ยูไนเต็ด สามารถสร้างความยิ่งใหญ่เอาไว้ได้อีกนานเป็นทศวรรษ เพราะนักเตะส่วนใหญ่ยังหนุ่มยังแน่น อีกทั้งทีมก็เล่นกันมาได้นานจนทีมลงตัว นาทีนี้พวกเขาแทบปรายตามองคู่ปรับอย่าง ลิเวอร์พูล เลยด้วยซ้ำ ทีม “ปีศาจแดง” มองไปถึงการเป็นเจ้ายุโรปที่แท้จริง นั่นคือการเป็นแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน) ได้สบาย ๆ แต่ทุกอย่างก็พังทลายภายในวันเดียวเท่านั้น

เหตุการณ์มิวนิค 1958 ( โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค )

          เหตุการณ์นั้นพลิกประวัติศาสตร์ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เราย้อนกลับไปวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1958 ทีม “ปีศาจแดง” มีคิวต้องวัดฝีเท้ากับทีมเร้ดสตาร์ เบลเกรด ในเกม ยูโรเปี้ยน คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เลกสอง ที่ประเทศยูโกสลาเวีย

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค

          ถึงแม้จะต้องเจอกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล จนเกมจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 แต่สกอร์จากนัดแรกที่ชนะมา 2-1 ก็เพียงพอที่จะทำให้ทัพปีศาจแดงเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้มีเพียงแค่เกมการแข่งขัน

          สาเหตุก็มาจาก ยุคสมัยนั้นซึ่งถือเป็นยุคแรกของฟุตบอลสโมสรยุโรป (ยูโรเปี้ยน คัพ เพิ่งแข่งขันครั้งแรกในฤดูกาล 1955-56) ฟุตบอลลีกของอังกฤษ ไม่เห็นด้วยที่สโมสรของพวกเขาจะต้องไปแข่งในรายการนี้ แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมองในภาพอีกมุม เพราะหากทีมจากอังกฤษประสบความสำเร็จในถ้วยยุโรป ชื่อเสียงของฟุตบอลลีกอังกฤษก็จะโด่งดังยิ่งกว่านี้ด้วยเช่นกัน

          ถึงอย่างนั้นด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่น ฟุตบอลยุโรปมีจัดการแข่งขันช่วงกลางสัปดาห์และฟุตบอลลีกต้องแข่งช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องรีบเดินทางกลับบ้านโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเกมลีกของอังกฤษ โดยพวกเขาเลือกที่จะเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำมาตั้งแต่ก่อนเกม และหลังเกมจบ ก็รีบเดินทางกลับในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 ทันที แต่ในขณะที่เดินทางกลับนั้นเอง ก็เกิดเหตุเลวร้ายที่ไม่คาดฝันขึ้น …

          เครื่องบินมีกำหนดต้องลงจอดระหว่างทาง ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน เพื่อเติมน้ำมันก่อนเดินทางต่อ แต่พอเติมน้ำมันเสร็จแล้ว นักบินกลับไม่สามารถนำเครื่องขึ้นได้ตามปกติ เครื่องบินลื่นไถลออกนอกรันเวย์ชนรั้วสนามบินและบ้านข้างเคียง แล้วระเบิดในที่สุด 

          ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 23 ราย โดยมีนักเตะ 8 คน คือ โรเจอร์ ไบรน์, เจฟฟ์ เบนท์, เดวิด เพ็กก์, มาร์ก โจนส์, บิลลี่ วีแลน, เอ็ดดี้ โคลแมน, ทอมมี่ เทย์เลอร์, ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนของทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 

          หนึ่งในนั้นความสูญเสียของเหตุการณ์นั้นคือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ดาวรุ่งที่ว่ากันว่าจะกลายเป็นคู่แข่งของ เปเล่ หากเขาไม่โชคร้ายจากการบาดเจ็บที่เขาได้รับจากอุบัติเหตุนั้นสาหัสเกินเยียวยา จนเสียชีวิตในอีก 15 วันต่อมา ขณะที่ผู้รอดชีวิตที่ได้กลับมาเล่าเรื่องดังกล่าวให้ผู้คนได้รับรู้ มีบุคลากรของสโมสรทั้งสิ้น 10 คน นำโดย แม็ตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม และนักเตะอย่าง บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อายุแค่ 20 ปี ในเวลานั้น  

          แม้ทุกฝ่ายเศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์นั้นอย่างมาก แต่ทุกอย่างยังต้องเดินหน้าต่อไปเพราะฟุตบอลลีก รวมถึงเกมยุโรปจะต้องแข่งขันกันต่อไป แต่ปัญหาคือ ณ ตอนนี้ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำอย่างไรเมื่อนักเตะและทีมงานเสียชีวิตไปมากมาย อีกทั้งพวกที่เหลือก็เจ็บทั้งกายและจิตใจเกินกว่าที่จะกลับมาลงเล่นฟุตบอลได้ในทันที แม้กระทั่งผู้สร้างปาฎิหาริย์อย่างบัสบี้เองก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ 

          ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของยูไนเต็ด พวกเขาได้รับธารน้ำใจจากหลากหลายสโมสารมากมายทั้ง เอฟเวอร์ตัน, แมนฯ ซิตี้, วูล์ฟแฮมป์ตัน ไปจนถึง เรอัล มาดริด แม้แต่ ลิเวอร์พูล คู่ปรับตลอดกาลของพวกเขา ที่พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรก็ตามที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดหายไป 

          โดยเฉพาะฝั่ง “หงส์แดง” นั้นแสดงน้ำใจด้วยการยื่นข้อเสนอมอบนักเตะถึง 5 คนให้กับ ยูไนเต็ด ยืมใช้งานไปก่อนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล 1957-58 ขณะที่ฝั่ง มาดริด นั้นถือว่าใจใหญ่มาก เพราะประธานสโมสร ซานติอาโก เบอร์นาเบว พร้อมจะมอบนักเตะสตาร์ประจำทีมอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส หรือ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ให้ปีศาจแดงยืมไปใช้งานก่อนเลยทีเดียว

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค

          แต่ข้อเสนอจากฝั่ง เรอัล มาดริด ไม่อาจจะเป็นจริงได้ เพราะ FA ออกกฎว่าไม่อนุญาตให้นักเตะที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ลงเล่นในลีกดังนั้นทุกอย่างจึงพังลง รวมถึงการเสนอนักเตะของ ลิเวอร์พูล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ปฏิเสธไปเช่นกัน 

          ไม่ใช่ว่าพวกเขาจงเกลียดจงชังอะไรกับลิเวอร์พูลจนไม่ยอมรับน้ำใจครั้งนี้ แต่ทว่า “แนวทางของสโมสร” ที่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ดังนั้น “ปีศาจแดง” จึงเลือกปฏิเสธการรับความช่วยเหลือที่เปรียบเหมือนการยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาคิดจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และนั่นคือ “ยูไนเต็ด ดีเอ็นเอ” พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ 

หยิ่งผยองอย่างแมนเชสเตอร์ ( โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค )

          “เชิดหน้าเข้าไว้ จิมมี่ ทำให้ธงของพวกเราปลิวไสวเหมือนที่เคย” นี่คือภารกิจที่ บัสบี้ มอบให้กับ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ที่รับไม้ต่อและปฎิบัติตามอย่างเต็มใจ จิมมี่คว้าตัวนักเตะใหม่ได้เท่าที่เงินของสโมสรจะมี หลังจากนั้นพวกเขาใช้การดันนักเตะเยาวชนในทีมขึ้นชุดใหญ่ทั้งหมด รวมถึงการเอาอดีตนักเตะที่เคยแขวนสตั๊ดกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง

          การผสมผสานระหว่างกุนซือใจสู้ นักเตะหน้าใหม่และแข้งเก่าที่ยังมีหัวใจเป็นยูไนเต็ดอย่างล้นหลาม ทำให้ ยูไนเต็ด เดินหน้าต่อไปได้อย่างสง่างาม แม้ว่าผลงานจะตกลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การจบอันดับ 9 ของตารางคะแนนในฤดูกาลนั้นก็ถือว่าเป็นภารกิจที่สุดยอดของ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ที่ถือปรัชญาอันทรนงของทีมลงสนามและแสดงถึงความเป็น ยูไนเต็ด ที่แท้จริง 

          “แม้เราจะโศกเศร้าเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เราเชื่อว่าวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่จะกลับมาหาเราอีกครั้ง” จิมมี่ เมอร์ฟี่ กล่าวในวันนั้น และเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทีมกลับมาลงสนามครั้งแรกหลังเหตุเครื่องบินระเบิด ที่มีแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุของ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเตะในทีม ซึ่งมันทำให้รู้ว่าเขาคิดไม่ผิดที่รับงานแทน บัสบี้ และเลือกสู้ต่อในวิถีทางที่ควรจะเป็น  

          ความเป็นหนึ่งเดียวกันของ ยูไนเต็ด ได้ทำให้ฝันร้ายทั้งหมดผ่านไป พวกเขาเริ่มสร้างทีมขึ้นมาใหม่ทีละนิดๆ จากนักเตะผู้รอดชีวิตในวันนั้น รวมถึง แม็ตต์ บัสบี้ ที่ชั่งใจอยู่นานว่าจะกลับมาทำงานที่ตัวเองรักอีกครั้งหรือไม่ ก่อนที่เขาจะหาคำตอบเจอว่า “ภารกิจที่นี่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์” 

          เมื่อ บัสบี้ กลับมาก็เหมือนกับเครื่องจักรที่ได้ผู้ควบคุมที่รู้ทุกจุด สิ่งใดควรเสริม สิ่งใดควรสร้างใหม่ บัสบี้ ผนึกกำลังกับ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ในการนำ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นเจ้าแห่งเกาะอังกฤษอีกครั้ง ทีมปีศาจแดงได้ปั้น บัสบี้ เบ๊บส์ เจเนเรชั่น 2 นำโดย จอร์จ เบสต์ ดาวเตะชาวไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงการคว้าตัว เดนนิส ลอว์ ดาวยิงเลือดสก็อตต์มาร่วมทีม ประกอบกับการมี บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในวัยที่มีฟอร์มการเล่นอย่างเข้าฝัก ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้ ราวกับว่าเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถทำลายจิตวิญญาณของ ยูไนเต็ด ได้แม้แต่น้อย 

          บัสบี้ เบ๊บส์ รุ่น 2 ใช้เวลาฟื้นคืนจากทีมกลางตารางสู่ทีมที่เป็นแชมป์ได้ภายในเวลา 7 ปีเท่านั้น ยูไนเต็ด กลับมาควบแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัยในปี 1964-65 และ 1966-67 ก่อนจะทำภารกิจที่ค้างคาไว้ได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกของสโมสรในปี 1968 ด้วยการถล่ม เบนฟิก้า ไป 4-1 ในรอบชิงชนะเลิศที่ เวมบลี่ย์ และเมื่อถึงจุดที่คว้าทุกแชมป์ และวางรากฐานเอาไว้จนครบ บัสบี้ ก็ประกาศลาออกในอีก 1 ปีหลังจากนั้น ด้วยความสำเร็จแบบเต็มภาคภูมิ 

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค

          หากย้อนกลับไปวันแรกหลังจากเหตุฝันร้ายที่ มิวนิค หากช่วงนั้น ยูไนเต็ด รับความช่วยเหลือจาก ลิเวอร์พูล หรือทีมอื่นๆ มันก็ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไม่ต้องรอนานถึง 7 ปีเพื่อเป็นแชมป์ลีก หรือ 10 ปีเพื่อเป็นแชมป์ยุโรปที่เคยอยู่ใกล้แค่เอื้อม 

          แต่ระยะเวลา 1 ทศวรรษแห่งการสร้างใหม่ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เกิดสิ่งที่น่าจดจำมากมาย สุดท้ายแล้วแม้จะนานเกินไปในสายตาของใครบางคน แต่ ยูไนเต็ด ก็ทำได้ด้วยตนเอง การผสมผสานของ ความมุ่งมั่น, ความผยอง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้พวกเขาได้ฉลองแชมป์โดยไม่รู้สึกติดค้างหรือติดหนี้ใคร

          จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถามว่าพวกเขาผยองเกินไปหรือไม่ที่ปฏิเสธความช่วยเหลือที่ผู้อื่นเต็มใจมอบให้ กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นรากฐานและวัฒนธรรมของทีมมาจนถึงทุกวันนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *