เรื่องฟุ้งซ่าน??!!

เรื่องฟุ้งซ่าน??!! ตลาดหน้าหนาวประจำปี 2021 แต่ความเคลื่อนไหวในตลาดยังดูเงียบๆ

เรื่องฟุ้งซ่าน ตลาดหน้าหนาวประจำปี 2021 เดินทางผ่านไปกว่า 10 วันแล้วนะครับ

         เรื่องฟุ้งซ่าน ความเคลื่อนไหวในตลาดลูกหนังยังดูเงียบๆ เหงาๆ พอๆ กับซึมเศร้า วังเวงพิลึก และชอบกล เข้าใจว่าเพราะไอ้โรคระบาดเฮงซวยที่มันยังงี่เง่าไม่เลิกนี่แหละ

         คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็เกิดอาการหงุดหงิดง่ามตีนจนอยากกระโดดเตะหน้าคนขึ้นมาครามครัน โดยเฉพาะไอ้พวกมักง่าย และเห็นแก่ตัวของบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไอ้พวกอุตริอันเป็นต้นเหตุโรคแห่งระบาดที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งเมืองมนุษย์

          สโมสรฟุตบอลทุกทีมในโลกล้วนจำเป็นต้องรัดเข็มขัดพลางใช้สอยอย่างประหยัดค่ะ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่อาละวาดยังไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “แฟนบอล” เข้าไปชมเกมฟาดแข้งในสนาม

เรื่องฟุ้งซ่าน??!!

          “แฟนบอล” คือหัวใจของฟุตบอลอาชีพ เมื่อปราศจาก “แฟนบอล” ในสนาม นั่นหมายถึง “รายได้” ของแต่ละทีมที่หดหายไปอย่างมหาศาล ยิ่งคุณเป็นทีมใหญ่และบ้านของคุณมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ รายได้ก็ยิ่งมลายไปมากเท่านั้น ว่าแล้วขอยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นี่แหละ

          สนามเหย้าของพวกเขาคือ โอลด์ แทรฟฟอร์ด มีความจุผู้ชมประมาณ 76,000 คน เมื่อแฟนบอลไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปส่งเสียงเชียร์ในสังเวียนแข้ง คิดดูนะครับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด สูญเสียรายได้ที่พวกเขาควรจะได้รับไปเท่าไหร่ ??? ไหนจะรายได้จากค่าตั๋วเข้าชมจากผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 70,000 คนต่อนัด ไหนจะรายได้จากค่าขายอาหารและเครื่องดื่มภายในสนาม ไหนจะรายได้จากค่าหนังสือโปรแกรม เล่มละ 3 ปอนด์ แล้วไหนจะรายได้จากค่าของที่ระลึกใน เมกกะ สโตร์ ต่อ 1 นัดในบ้าน แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีรายได้เข้าสโมสรประมาณ 4 ล้านปอนด์เป็นอย่างต่ำ

          นับตั้งแต่โคโรน่าไวรัสบุกถล่มวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเกมสุดท้ายที่แฟนบอลเข้าชมที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด คือศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2020 – แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเล่นในบ้านไปแบบไม่มีท่านผู้ชมในสนามไปแล้วทั้งหมด 19 นัด
สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้แบบเนื้อๆ เน้นๆ ไปประมาณ 80 ล้านปอนด์ (เป็นอย่างต่ำ)

          รายได้หายไป แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม เฉพาะอย่างยิ่งค่าเหนื่อยนักเตะที่มหาศาล แทนที่จะนำเอาผลกำไรจากรายได้ไปกระชากผู้เล่นใหม่มาไล่ล่าความสำเร็จพลางบำเรอผู้มีจิตศรัทธาในปีศาจแดงแบบสบายๆ โทษฐานของสโมสรที่มั่งคั่งและร่ำรวยที่สุดทีมหนึ่งในเมืองหลวงแห่งลูกหนังชะรอยว่าพวกเขาต้องปล่อยให้ตลาดหน้าหนาวในเดือนมกราคมปลิวผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ถามว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องซื้อผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพในช่วงนี้เลยหรือเปล่า ???

มองได้ 2 มุมนะครับ

มุมหนึ่งคือ…จำเป็น

          แม้น แมนฯ ยูไนเต็ด และนาทีนี้จะอยู่ในอันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีก แถมมีโอกาสผงาดง้ำขึ้นนำเป็นจ่าฝูง หากค่ำคืนนี้มีคะแนนกลับออกมาจากบ้านของ เบิร์นลี่ย์ เพียงแต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือ…พวกเขาไม่ได้เหนือไปกว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ โดยอาจรวมถึง สเปอร์ส และเชลซี ด้วย ที่สำคัญคือขีดจำกัดของผู้จัดการทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เมื่อเทียบกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ หรือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังถือว่าเป็นรองอยู่หลายขุม

ฉะนั้น & ฉะนี้

เรื่องฟุ้งซ่าน??!!

          ในการห้ำหั่นกับคู่เล่นอันตรายบนเส้นทางที่เหลืออีกยาวไกลอันต้องอาศัยคุณภาพและความแข็งแกร่งของผู้เล่นอย่างจงหนัก แถมฝีมือของผู้จัดการทีมเป็นรองคู่แข่ง

แมนฯ ยูไนเต็ด ควรทำให้ขุมพลังของตัวเองมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยต้องการ “กำลังเสริม” อีกอย่างน้อยๆ 2 ตำแหน่ง เพื่อเติมเต็มอิทธิเดชบรรลัยกัลป์ให้ตัวเองเสียตั้งแต่ตลาดลูกหนังรอบนี้เลย

    1. คือผู้เล่นในแผนกเกมรุกอย่าง มิดฟิลด์ตัวรุก, กองหน้าตัวเป้า หรือกองหน้ากึ่งปีก

    2. คือเซ็นเตอร์แบ็คที่ควรจะไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า วิคตอร์ ลินเดเลิฟ และไม่เจ็บบ่อยเหมือน เอริก ไบยี่ เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องในเกมรับ

หากตีวงให้แคบลง นักเตะประเภท “กำลังเสริม” ที่พวกเขากำลังต้องการระดับ “Most Wanted” คือปีกขวา หรือกองหน้าทางขวาในระบบ 4-2-3-1 ที่ยังไม่ค่อยเสถียรสักเท่าไหร่ ซึ่งหากเอาให้ตรงตามตำแหน่งเลย แถมซื้อมาแล้วใช้ได้เลยก็ต้อง เจดอน ซานโช่ ของ ดอร์ทมุนด์

หรือหากไปลาก แจ็ค กรีลิช มาร่วมทีมได้สำเร็จก็ไม่เลวนะ เพราะสามารถโยก มาร์คัส แรชฟอร์ด ไปเล่นเป็นกองหน้าขวา หรือเอาขึ้นไปเป็นกองหน้าตัวเป้าเลยก็ได้

ส่วนตำแหน่งปราการหลังตัวกลางอาจมองหาจากทีมขนาดกลางๆ ในประเทศตัวเองอย่าง ยานนิค เวสเตอร์การ์ด ของ เซาธ์แฮมป์ตัน, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ ของ เบิร์นลี่ย์ หรือ ไทโรน มิงส์ ของ แอสตัน วิลล่า

อีกมุมหนึ่งคือ…ไม่จำเป็น

ไม่จำเป็น เพราะเวลาเพียงแค่เดือนเดียว มันน้อยเกินไปกว่าจะตรึกตรองและเจรจาต่อรองค่าตัวอย่างละเอียด ขณะที่ผลงานของตัวเองก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรมาก ถือว่ามีลุ้นแชมป์แบบเล็กๆ

เรื่องฟุ้งซ่าน??!!

         ที่สำคัญก็อย่างที่เรียนเอาไว้ข้างต้นนั่นแหละครับว่าช่วงรายได้หายกำไรหดแบบนี้ มันจำเป็นต้องใช้สอยอย่างประหยัดค่ะ

ว่าแล้วมีเท่าไหร่ก็สู้ไปเท่านั้นนั่นแหละ

ได้แค่ไหนก็เอาเท่านั้น ไม่โกรธกัน เพราะเข้าใจในสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม

หากอยากจะ “เอานะ” ผู้เล่นประเภท “แบรนด์เนม” ที่เป็นเป้าหมายของตัวเองตามที่เป็นกระแสข่าวรายวันอย่าง แจ็ค กรีลิช มีหวังโดนกะซวกไม่ต่ำกว่า 80 ล้านปอนด์แน่ๆ

สมมุติว่าถ้าได้ดาวเตะผู้นี้มาร่วมทีมจริงๆ แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ย่อมมีความน่าขามเกรงมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้จะตอบไม่ได้เหมือนกันว่าย้ายมาแล้วจะช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พุ่งเข้าชนและวิ่งเข้าใส่ความสำเร็จเลยหรือเปล่า เนื่องจากการลงทุนคือความเสี่ยง เฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่เสี่ยงหนักยิ่งกว่าเดิม

แต่โอกาสที่แชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล จะประสบปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บจนผลงานตกต่ำลงแบบนี้ไม่รู้จะหาได้อีกหรือเปล่า ???

ทางออกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในสถานการณ์นี้ คือลองมองหาหนทางอื่นดู

อันดับแรกคือลดจำนวนเป้าหมายที่ต้องการลงเหลือแค่คนเดียวพอ

คนเดียวที่ว่าจะเป็น “ตัวรุก” หรือ “ตัวรับ” ก็ได้ไม่ขัดข้อง อันนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้จัดการทีมว่าตำแหน่งไหนจะสร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากกว่า

เมื่อกำหนดเป้าหมายเพียงเป้าเดียวของตัวเองได้เป็นที่เรียบร้อย อันดับต่อมาคือในเมื่อค่าตัวมันรุนแรงเกินไปในสภาพเศรษฐกิจที่กำลังตกสะเก็ดเช่นนี้

          ทำไมไม่ลองยื่นข้อเสนอในรูปแบบของการ “ยืมตัว” โดยเอานักเตะประเภทส่วนเกินของทีมไปเป็นข้อแลกเปลี่ยนดูล่ะ ???

ตัวอย่างเช่น

ถ้าหาก แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้ แจ็ค กรีลิช แบบเต็มประดา แต่ยังไม่พร้อมสู้ค่าตัวก็ลองเสนอผู้เล่นในสังกัดอย่าง เจสซี่

ลินการ์ด, ดาเนี่ยล เจมส์ และฆวน มาต้า หรือคนอื่นๆ ไปเป็นเงื่อนไข พร้อมทำสัญญาว่าจะออกค่าเหนื่อยให้ด้วย

ขอยืม “ไอ้แจ็ค” มาใช้งานในช่วงที่เหลือของฤดูกาล โดยส่ง เจสซี่ ลินการ์ด, แดน เจมส์ และฆวน มาต้า ไปให้ใช้งานแบบฟรีๆ

จบฤดูกาลแล้วค่อยมาว่ากันใหม่เรื่องการซื้อขาดว่าราคาจะเท่าไหร่อีกครั้ง

อืมมมมมม…นะ

อนึ่ง ช่วงอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ หลังจากการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อโควิด-19 สารภาพตามตรงว่าประชาชนชาวไทยผู้ไม่เคยหลีกเลี่ยงภาษีอย่างผม นอกจากจะรู้สึกหวาดระแวงและประสาทแดกส์แล้ว การเก็บตัวอยู่คนเดียวนานๆ มันก็ทำให้ฟุ้งซ่านจนอาจเกิดอาการเพ้อเจ้อไปบ้างเหมือนกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *